สาวกักตัว พ่อกับแม่ หลังกลับจากญี่ปุ่น รับผิดชอบต่อสังคม



จากสถานการณ์ไวรัส โควิด 19 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ โดยทางกระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศ ขอความร่วมมือหน่วยงานราชการและบริษัทต่างๆให้เลื่อนการเดินทางไปในประเทศที่มีความเสี่ยง ส่วนบุคลากรหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขขอให้งดการเดินทางไปประเทศเสี่ยง รวมถึง สายการบินต่างๆควรที่จะหยุดจัดโปรโมชั่นเที่ยวบินที่จะไปในประเทศเสี่ยงโรค และประชาชนก็ควรรู้จักหักห้ามใจไม่ไปในประเทศเหล่านั้น แม้ค่าตั๋วถูก แต่หากติดโรคค่ารักษาแพง ยังไม่รวมค่าเสียโอกาสต่างๆของคนป่วยที่แพงมหาศาลอีก



ช่วงเวลานี้ ควรที่จะเที่ยวในประเทศไทย ช่วยให้มีเงินหมุนเวียน เป็นการช่วยเพื่อนร่วมชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และหากไปเที่ยวประเทศเสี่ยงก็คงไม่สนุก อย่างเมืองฮอกไกโด ก็เป็นเมืองที่มีคนติดเชื้อมากสุดของประเทศญี่ปุ่น

กระทรวงสาธารณสุขแนะนำมาตั้งแต่ต้นว่าขอให้ผู้ที่เดินทางไปประเทศเสี่ยงโรคเลื่อนการเดินทางไปที่ไม่จำเป็นออกไป โดยขณะนี้ประเทศเสี่ยง คือ จีน นับรวมฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และขยายเพิ่มอีก 2 ประเทศ คือ อิตาลี และอิหร่าน และจับตา เฝ้าระวังใกล้ชิดประเมศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตลอดเวลา และประเทศเสี่ยงเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน เพราะปัจจุบันมีหลายประเทศเริ่มมีการระบาดระยะที่ 3 มากขึ้น



ส่วนกรณีผู้ที่เดินทางไปกลับมา ขอให้เฝ้าระวังตัวเองเป็นเวลา 14 วัน งดไปในที่ชุมชน งดใช้ขนส่งสาธารณะ ทันทีที่มีอาการป่วยจะต้องใส่หน้ากากอนามัย รีบไปตรวจที่สถานพยาบาล และจะต้องแจ้งประวัติตามความเป็นจริง ห้ามปกปดิข้อมูล เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่ช่วยในการทำงานของเจ้าหน้าที่เลย แต่จะทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปหมด ที่สำคัญ ระหว่างการเฝ้าระวังตัวเอง ควรต้องจำกัดคนที่จะมาสัมผัสตัวเองให้มีจำนวนน้อยที่สุด อย่าให้เราเป็นต้นเหตุของการทำให้คนที่เรารักป่วย เหมือนกรณีหลานติดจากปู่นี้ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีอาการจะต้องไม่ให้ใครสัมผัสใกล้ชิด

ล่าสุดในโซเชียลก็ได้มีการพูดถึงภาพจากผู้ใช้เฟซบุ๊กท่านหนึ่ง ซึ่งได้โพสต์ภาพกักตัวพ่อกับแม่ พร้อมระบุว่า พ่อกับแม่กลับจากญี่ปุ่นวันที่ 23 กักตัวตามคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขและแพทย์ พร้อมนัดตรวจคัดกรองผลแล็ปบ่ายนี้ ตอนนี้ทุกอย่างปกติ ไม่มีไข้ ไม่มีอาการใดๆทั้งสิ้น พ่อกับแม่พร้อมกักตัวให้ครบตามจำนวนวัน รู้จักรับผิดชอบต่อสังคมและตัวเอง ซึ่งชาวโซเชียลต่างก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมถึงความรับผิดชอบต่อสังคม



โพสต์


ขอบคุณ Nat Thimkrajang


Post a Comment

0 Comments